Tokenization คืออะไร? สรุปเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกในที่เดียว

โพสต์เมื่อ March 31, 2021 ใน Articles, Digital Assets 101
Tokenization คืออะไร? สรุปเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกในที่เดียว
ดู Articles ทั้งหมด

Tokenization คือเทคโนโลยีที่ใช้ Blockchain ที่นอกจากวงการการเงินแล้ว ยังมาพลิกโฉมโลกในหลายธุรกิจ มาดูกันว่า  Tokenization คืออะไร ใช้ทำอะไรได้แล้วบ้าง สรุปเคลียร์ที่นี้ที่เดียว

Tokenization อาจจะฟังดูเป็นคำที่เข้าใจยาก แต่ที่จริงแล้วเทคโนโลยีนี้อยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด และอาจจะมาเปลี่ยนแปลงโลกไปในแบบที่เรานึกไม่ถึงมาก่อน ในอนาคตเราอาจจะสามารถซื้อบ้านทั้งหลังได้ในคลิกเดียวแบบไม่ต้องมีเอกสารสักแผ่น การทำธุรกรรมต่าง ๆ ก็จะง่ายดายเหมือนการสั่งของบน Lazada มาดูกันว่าที่จริงแล้ว Tokenization คืออะไร แล้วจะมาเปลี่ยนแปลงโลกของเราได้อย่างไรบ้าง?

Tokenization คืออะไร? 

Tokenization คือการเปลี่ยนข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อน มาเป็นข้อมูลที่ยังครบถ้วน แต่ปลอดภัยมากขึ้น ใช้ได้เหมือนเดิม โดยมักจะใช้เพื่อทำให้ธุรกรรมทางการเงินง่ายดายและปลอดภัยมากขึ้น เช่น การประมวลผลธุรกรรมบัตรเครดิตบนเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์

Asset Tokenization คืออะไร? 

Asset tokenization คือการเปลี่ยนสินทรัพย์ในโลกจริงให้เป็นสินทรัพย์ดิจิทัล หรือโทเคน โดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน ทำให้เราสามารถแปลงสินทรัพย์อย่าง ทอง อสังหาริมทรัพย์ หรืองานศิลปะให้เป็นโทเคนดิจิทัลได้ การซื้อขายสินทรัพย์ก็จะเกิดขึ้นได้ง่ายมากขึ้น ค่าใช้จ่ายถูกลง โอนถ่ายความเป็นเจ้าของได้สะดวก ช่วยให้สภาพคล่องของสินทรัพย์นั้น ๆ ดีขึ้น และยังช่วยเพิ่มโอกาสในการลงทุนอีกด้วย

การใช้ Tokenization กับสินทรัพย์ทั่วไป 

การซื้อของออนไลน์ในโลกปัจจุบันนั้นเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ เพียงแค่ไม่กี่คลิก ไม่ว่าจะเป็นการสั่ง Gadget รุ่นใหม่ที่หลังจ่ายเงินผ่านเว็บไซต์แล้วสามารถรอเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนของมาส่งถึงบ้าน หรือ การส่งของขวัญในโอกาสพิเศษให้ครอบครัวที่อยู่กันคนละประเทศก็สามารถทำได้ง่าย ๆ แบบแทบไม่ต้องวางแผนอะไร แต่พอเราต้องการซื้อสินทรัพย์บางอย่างเช่น รถ หรือ บ้าน แล้ว ขั้นตอนการซื้อกลับไม่ง่ายดายแบบนั้น นอกจากจะต้องดำเนินการด้วยเอกสารหลายชุดแล้ว ยังต้องมีขั้นตอนมากมาย ที่ก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นมากมาย

สินทรัพย์หลายชนิด เช่น อสังหาริมทรัพย์ หรืองานศิลปะ ยังทำการเคลื่อนย้ายได้ยาก เราไม่สามารถส่งภาพราคาร้อยล้านบาทไปต่างประเทศได้ง่ายๆ เหมือนกับการส่งจดหมายหรือเสื้อผ้า การทำเรื่องผ่านขั้นตอนต่างๆ ก็ยุ่งยากวุ่นวายจนปวดหัวกันทุกฝ่าย 

เทคโนโลยี Tokenization สามารถเข้ามาแก้ปัญหาในการซื้อขายสินทรัพย์ได้แบบที่เราไม่เคยนึกถึงมาก่อน โดยเราสามารถใช้การ Tokenization เพื่อแปลงสินทรัพย์ในโลกจริง ให้เป็นโทเคนดิจิทัลบนบล็อกเชน หรือ Distributed ledger จนเราสามารถส่งต่อมูลค่าและความเป็นเจ้าของสินทรัพย์ให้กันได้แบบทันที ทำให้เราสามารถซื้อของสะสมราคาแพงหรือบ้าน พร้อมส่งมอบให้ผู้ซื้อได้แบบไม่ต้องมีเอกสารให้วุ่นวายในคลิกเดียว

การทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศ

การทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศนั้นมักจะมีขั้นตอนที่วุ่นวาย ค่าธรรมเนียมแสนแพง และใช้เวลาค่อนข้างนาน เรียกว่ายังมีช่องว่างมากมายให้เราได้เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกรรมเหล่านี้ อุตสาหกรรมการเงินนั้นเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการทำธุรกิจบนโลกของเรา และเทคโนโลยี Tokenization บนบล็อกเชนนี้ที่จะเข้ามาพลิกโฉมวงการการเงินไปตลอดกาล โดยมันจะช่วยให้เราสามารถทำธุรกรรมทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินให้ลูกหลานในต่างประเทศ​ หรือชำระเงินให้กับคู่ค้าที่อยู่อีกซีกโลก ก็สามารถเกิดขึ้นอย่างปลอดภัยได้แบบทันที และนอกจากเงินแล้วเราก็ยังสามารถทำธุรกรรมแบบเดียวกันได้กับสินทรัพย์อื่น ๆ ได้อีกด้วย

แปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ได้ง่ายดายกว่าที่เคย

กระบวนการการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ หรือ Securitization นั้นคือการเอาสินทรัพย์ทางการเงินหรือภาระทางการเงินตามกฎหมาย เช่น เงินกู้ มาแปลงเป็นหลักทรัพย์เพื่อเสนอขายแก่นักลงทุน ที่โดยปกติแล้ว กระบวนการ Securitization มีความยุ่งยาก ใช้เวลานาน และค่าใช้จ่ายสูง 

แต่ด้วยเทคโนโลยี Tokenization ในปัจจุบัน ทำให้เราสามารถปรับบางสินทรัพย์หรือธุรกรรมเช่นเงินกู้ มาอยู่ในรูปแบบดิจิทัล ทำให้เราสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ได้ง่ายขึ้น มีสภาพคล่องที่ดีขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพากระบวนการที่วุ่นวายอย่าง Securitization อย่างที่เคยเป็นมา

traditional financial tokens

โทเคน กับ สกุลเงินดิจิทัลต่างกันอย่างไร? 

หลายคนอาจจะคิดว่าโทเคนนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากสินทรัพย์ดิจิทัล หรือสกุลเงินดิจิทัลที่เราได้ยินกันบ่อยๆ แต่ที่จริงแล้วการใช้โทเคนบนบล็อกเชนนั้นสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าแค่โลกการเงิน หรือสกุลเงินดิจิทัล การสร้างระบบให้ทำงานได้ด้วยเองแบบอัตโนมัติบนบล็อกเชนทำให้การทำธุรกรรมต่างๆ มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ใช้เวลาน้อยลง ค่าธรรมเนียมต่ำลง และมีความโปร่งใสมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าทำให้เกิดสกุลเงินดิจิทัลที่มาเปลี่ยนโลกของการชำระเงินและการทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศไปอย่างสิ้นเชิง ตอนนี้เราสามารถโอนเงินไปอีกซีกโลกนึงได้แบบทันที ด้วยค่าธรรมเนียมต่ำ โดยไม่ต้องมีตัวกลางอย่างธนาคาร แต่เราสามารถใช้งาน Tokenization ได้มากกว่านั้น 

Tokenization ทำให้เราสามารถทำเงินจาก “สิทธิในการใช้งาน” ได้ ยกตัวอย่างเช่น NFT หรือ Non-Fungible Token ที่ช่วยให้เราเปลี่ยนสินทรัพย์อย่างของสะสม งานศิลปะ บ้าน รถ จนกระทั่งชื่อเสียงของคนมาเป็นโทเคนในโลกดิจิทัล ที่เราสามารถทำการซื้อขาย ถ่ายโอนสิทธิ์ความเป็นเจ้าของได้อย่างง่ายดายแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

Tokenization ตัวแทนสินทรัพย์ในโลกดิจิทัล 

Tokenization อาจจะดูไม่ค่อยหวือหวาน่าตื่นเต้น เพราะเราอาจจะคุ้นชินกับการทำธุรกรรมบนโลกดิจิทัลอยู่แล้ว โดยเฉพาะในโลกการเงิน เช่น เวลาที่เรากดซื้อรองเท้าใหม่มาเติมในตู้ที่มีอยู่แล้วร้อยคู่ เราก็จะได้ความเป็นเจ้าของรองเท้ามา แลกกับเงินในบัญชีธนาคารเราก็จะหายไป 

แต่ถ้าสมมติวันนึงเราอยากซื้องานศิลปะหรูหราราคาแพง แต่เงินเก็บเรามีอยู่แค่นิดหน่อยล่ะ? Tokenization ทำให้เราสามารถซื้อขายสินทรัพย์บางส่วนได้ เช่น เราอาจจะขอซื้อ 10% ของภาพ Mona Lisa มาเป็นของตัวเองได้แบบไม่ต้องเดินทางออกจากบ้านแม้แต่ก้าวเดียว อีกทั้งยังสามารถขายโทเคน 10% นี้ไปให้กับคนอื่นเพื่อทำกำไรได้ในอนาคตอีกด้วย เทคโนโลยี Tokenization จึงมาช่วยกำจัดข้อจำกัดในการซื้อขายสินทรัพย์ที่เราประสบมาตลอด รวมไปถึงข้อจำกัดทางด้านภูมิศาสตร์ เช่นซื้อสินทรัพย์ที่อยู่ต่างประเทศ​ พร้อมกับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับนักลงทุนด้วยสภาพคล่องที่สูงขึ้นอีกด้วย 

the illustration of a new financial system

ข้อดีและข้อเสียของ Tokenization 

บล็อกเชนนั้นคือการเก็บข้อมูลไว้ในบล็อก และนำมาต่อกันเป็นห่วงโซ่หรือเชน ด้วยการเข้ารหัส โดยที่ในแต่ละบล็อกนั้นจะมีข้อมูลเฉพาะตัว พร้อมด้วยการระบุเวลา Proof-of-Work และข้อมูลของธุรกรรม ซึ่ง Tokenization นี่เองก็ใช้ประโยชน์จากการเก็บข้อมูลอย่างปลอดภัยบนบล็อกเชน

ข้อดีของ Tokenization

  • เพิ่มสภาพคล่องให้กับสินทรัพย์ เนื่องจาก Tokenization ช่วยให้เราโอนถ่ายความเป็นเจ้าของในสินทรัพย์ได้ง่ายขึ้น และยังช่วยให้เราสามารถพัฒนาตลาดรองเพื่อเป็นอีกหนึ่งตลาดในการซื้อขายสินทรัพย์ได้อีกด้วย
  • ช่วยให้เราทำธุรกรรมต่างๆ ได้รวดเร็วขึ้น ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง ด้วยการใช้ Smart Contract 
  • เพิ่มความโปร่งใสให้กับการทำธุรกรรม เนื่องจากทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลของธุรกรรมนั้นๆ ได้ เช่น ดูว่าผู้ซื้อสินทรัพย์ของเราเป็นใคร และใครเป็นเจ้าของสินทรัพย์นั้นในอดีต
  • ช่วยให้ทุกคนสามารถเข้าถึงสินทรัพย์ได้ นักลงทุนทั่วไปในตลาดสามารถเข้าถึงสินทรัพย์และการลงทุนได้ง่ายดายกว่าที่เคย 

แน่นอนว่าไม่มีเทคโนโลยีไหนที่จะดีไปทั้งหมด Tokenization ก็มีข้อจำกัดเช่นกัน

ข้อจำกัดของ Tokenization

  • ข้อจำกัดทางกฎหมายในแต่ละประเทศ แม้ว่าบล็อกเชนจะเป็นแพลตฟอร์มแบบกระจายศูนย์ แต่การให้บริการกับคนทั่วโลกหมายความว่าผู้ให้บริการก็ต้องทำตามกฎหมายของแต่ละประเทศที่แตกต่างกันไปด้วย
  • ความเสี่ยงที่จะโดนเทคโนโลยีใหม่มาแทนที่ เนื่องจากเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นเสมอ และอาจจะมีสิ่งที่มาทำหน้าที่แบบเดียวกันได้ดีกว่า จนมูลค่าของโทเคนลดลงได้

แม้ว่า Tokenization จะมีข้อจำกัดอยู่ แต่เราก็เห็นแล้วว่าเทคโนโลยีนี้ได้เข้ามาช่วยทำให้นักลงทุนทั่วไป ได้เข้าใกล้โลกของบล็อกเชนขึ้นอีกนิด เรายังเชื่ออีกว่า Tokenization มีศักยภาพสูงที่จะช่วยให้การทำธุรกรรมทางการเงินมีต้นทุนถูกลง และคนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ด้วยการสร้างสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องมากมาย

การเริ่มรับเทคโนโลยีของนักลงทุนสถาบัน

เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างโทเคนและบล็อกเชน ทำให้ตัวกลางในการทำธุรกรรมไม่ใช่เรื่องจำเป็นอีกต่อไป โดยเราสามารถใช้การประมวลผลธุรกรรมด้วย Algorithm แทน จนเราสามารถโอนเงินระหว่างประเทศได้โดยไม่จำเป็นต้องมีตัวกลางอย่างธนาคารด้วยซ้ำ อำนาจในโลกของเราจึงได้ถูกถ่ายทอดจากองค์กรใหญ่ๆ มาอยู่ในมือของคนทั่วไปมากขึ้น นี่ทำให้เกิดเป็นคำถามใหญ่ในโลกของสถาบัน ว่าสมควรจะลงทุนกับเทคโนโลยีที่จะมากระทบกับธุรกิจของตัวเองดี?​ หรือว่าจะปล่อยไปไม่ทำอะไรแล้วยอมรับความเสี่ยงในการถูกทิ้งไว้ข้างหลังดี

แต่ใช่ว่าสถาบันจะมีเวลาในการตัดสินใจนาน โลกของเศรษฐศาสตร์เชื่อกันว่าผู้บริโภคจะมองหาวิธีในการรับผลตอบแทนให้มากขึ้น ในความเสี่ยงที่ต่ำที่สุดเสมอ และผู้ที่สามารถเข้ามาใช้โอกาสจากเทคโนโลยี แลัวปรับตัวได้อย่างรวดเร็วกว่านั้น ก็จะมีโอกาสที่ธุรกิจจะเติบโตต่อไปได้มากกว่า โดยเฉพาะการเริ่มใช้ Tokenization ที่วันนี้ได้เป็นเทคโนโลยีแห่งปัจจุบัน ไม่ใช่แค่อนาคตอีกต่อไป 

H3: สถาบันต้องพิจารณาเรื่องอะไรบ้าง ก่อนที่จะเริ่มใช้ tokenization? 

สำหรับสถาบันการเงินแล้ว การเริ่มต้นใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนการเลือกซื้อขนมสักชิ้น การตัดสินใจจากสถาบันนั้นมีความซับซ้อน และต้องระมัดระวังมากกว่านักลงทุนทั่วไป จึงต้องพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ให้ครบถ้วนก่อน

  • ความแตกต่างของกฎหมายในแต่ละประเทศ สถาบันการเงินจะต้องศึกษาและทำตามกฎหมายของทุกประเทศที่มีคนใช้บริการอยู่ ไม่ใช่ทำตามกฎหมายของแค่ประเทศที่สถาบันนั้นจดทะเบียนหรือตั้งอยู่เท่านั้น 
  • KYC (Know-Your-Customer) หรือการตรวจสอบตัวตนของผู้ให้บริการนั้นเป็นอีกเรื่องที่สถาบันจะต้องปรับเปลี่ยนระบบให้รองรับการทำธุรกรรมบนดิจิทัล 
  • ความปลอดภัย ในการจัดการกระเป๋าโทเคน และ Private Key เป็นอีกเรื่องที่ต้องพิจารณาเนื่องจากสถาบันจะต้องมีหน้าที่ดูแลบล็อกเชนทั้งเครือข่าย
  • โมเดลทางธุรกิจและการร่วมมือกับพันธมิตร เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ห้ามนึกถึง เนื่องจากสถาบันเองมีข้อมูลและความเชี่ยวชาญในโลกการเงินและธุรกรรมทางการเงินอยู่แล้ว ทำให้สามารถนำมาใช้กับเทคโนโลยีอย่างบล็อกเชน หรือ Smart Contract ได้ ถ้ามีโครงสร้างหรือโมเดลที่ทำงานร่วมกันได้อย่างเหมาะสม 

การที่คนทั่วไปจะใช้เทคโนโลยีอย่าง Tokenization และ Blockchain ได้อย่างแพร่หลายนั้น ต้องอาศัยการปรับใช้เทคโนโลยีเข้าไปทั้งระบบ แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า Tokenization จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับธุรกิจได้อย่างมาก ด้วยการทำธุรกรรมที่มีความโปร่งใสมากขึ้น สภาพคล่องดีขึ้น และเข้าถึงได้อย่างง่ายดายกว่าที่เคย

the illustration of cryptocurrency

โทเคน กับ เหรียญ ต่างกันอย่างไร?

โทเคนกับเหรียญฟังดูคล้ายกัน และถูกใช้แทนกันอยู่บ่อยครั้ง แต่ข้อแตกต่างที่สำคัญคือ Coin หรือเหรียญจะมีบล็อกเชนเป็นของตัวเอง ในขณะที่โทเคนนั้นจะทำงานบนบล็อกเชนอื่น เช่น Ethereum, NEO หรือ Waves

โทเคนของสกุลเงินดิจิทัล = เหรียญ 

Bitcoin (BTC), Ethereum (ETH) และ C8 Plus (C8P) เป็นตัวอย่างของเหรียญที่มีบล็อกเชนเป็นของตัวเอง เช่น BTC ทำงานบน Bitcoin blockchain, Ether ใช้ Ethereum blockchain และ C8P ใช้ ERC-20 โดย ERC-20 เป็นหนึ่งในมาตรฐานสำหรับ smart contracts อื่นๆ บน Ethereum blockchain และเรานิยมใช้เพื่อสร้าง Stablecoin

Tokenization และ Stablecoins

ในตอนแรกของรายการ Current Waves by Zipmex เราได้พูดคุยกับ “คุณแม็กซ์” ธีระชาติ ก่อตระกูล, Chief Executive Officer และ Co-Founder ของ Carboneum และ StockRadars โดยเราได้มีการพูดถึงเรื่อง Tokenization ที่จะมาเป็นสะพานระหว่างโลกของ CeFi และ DeFi ซึ่งคุณแม็กซ์มองว่าคนไม่ได้สนใจใน DeFi เพราะว่าตัวเทคโนโลยีเอง แต่สนใจในโอกาสการทำกำไรในสินทรัพย์ที่มีการเติบโตมากกว่า

C8P เพิ่มโอกาสการลงทุนใน DeFi

C8P นั้นเป็นตัวอย่างที่ดีในการลงทุนใน DeFi โดยการถือ DeFi อย่าง C8P ทำให้นักลงทุนสามารถก้าวเข้าสู่โลกของ DeFi ได้ โดยตัวดึงดูดที่แท้จริงคือผลตอบแทนและประโยชน์ที่จะได้รับ ซึ่งทีม C8P ต้องการจะสร้างโลกการลงทุนที่เป็นประชาธิปไตยแบบที่ทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ว่าคุณจะลงทุนด้วยเงิน 1 บาท หรือ 1,000 บาท ก็จะได้รับผลตอบแทนอย่างเท่าเทียมกัน เป้าหมายของ C8P คือการเป็นสินทรัพย์ทางเลือกในการลงทุน เช่นเดียวกับที่ Carboneum เป็นแพลตฟอร์ม Social Trading ลองเทรด C8P ได้แล้ววันนี้ที่ Zipmex

สินทรัพย์ทางเลือกในการลงทุนแบบนี้ทำให้นักลงทุนทั่วไปสามารถเข้าถึงโลกของสินทรัพย์ดิจิทัลได้ง่ายขึ้น จนทำให้สกุลเงินดิจิทัลและ DeFi มามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น ซึ่งสร้างแรงกดดันให้กับการลงทุนแบบเดิมๆ ที่โลกของเราคุ้นเคย จนองค์กรต่างๆ ในหลายประเทศต่างก็ต้องหันมาสนใจและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลงนี้ 

Tokenization เกิดขึ้นจริงเรียบร้อยแล้ว

Asset tokenization ได้สร้างแรงกระเพื่อมให้กับโลกการเงินด้วยความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่เราอาจจะไม่เคยนึกถึงมาก่อน อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีนี้ยังเพิ่งเริ่มต้นและต้องใช้เวลากว่าคนทั่วไปจะหันมาเริ่มใช้กันอย่างจริงจัง โดยหัวใจของ Tokenization ก็คือการพัฒนาระบบเดิม ๆ ที่เรามีและคุ้นเคยกันอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้เกิดการยอมรับและใช้งานอย่างกว้างขวางจนธุรกิจและองค์กรต้องหันมาสนใจและเริ่มใช้เทคโนโลยีนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  แม้ว่าอาจจะใช้เวลาหลายปีกว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นจริง แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า Asset tokenization จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสภาพคล่องของสินทรัพย์และโลกการเงินไปตลอดกาล