จริงหรือไม่? บิทคอยน์คือ ตัวการทำให้โลกร้อน

โพสต์เมื่อ May 24, 2021 ใน Articles, Opinions
จริงหรือไม่? บิทคอยน์คือ ตัวการทำให้โลกร้อน
ดู Articles ทั้งหมด

เมื่อไม่นานมานี้ มีข่าวใหญ่ที่คนต่างแชร์กันบนโลกโซเชียลและพูดกันอย่างหนาหู ถึงการที่ Elon Musk ออกมาทวิตข้อความว่า พวกเขากังวลใจที่บิทคอยน์ใช้พลังงานมหาศาลโดยเฉพาะถ่านหิน ซึ่งเป็นผลต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก เพียงทวิตนี้ทำเอาราคาของบิทคอยน์ร่วงอย่างไม่ทันตั้งตัว และทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก บิทคอยน์เกี่ยวข้องกับโลกร้อนอย่างไรบ้าง และบิทคอยน์คือสิ่งที่ทำให้โลกร้อนจริงหรือไม่เราไปหาคำตอบกันเลย 

บิทคอยน์ กับโลกร้อนเกี่ยวข้องกันอย่างไร? 

บิทคอยน์คือ สกุลเงินดิจิทัลที่ทำงานในระบบที่ไม่มีตัวกลาง หรือ Decentralized ซึ่งจะแตกต่างกับการทำธุรกรรมสกุลเงินในปัจจุบันที่มีเซิร์ฟเวอร์ศูนย์กลางเพียงหนึ่งเดียวอย่างธนาคาร หรือรัฐบาล การทำธุรกรรมของบิทคอยน์ ต้องใช้คอมพิวเตอร์จำนวนมาก เพื่อจะทำการประมวลผลเก็บข้อมูลตั้งแต่แรกจนถึงธุรกรรมล่าสุดเลย

โดยข้อมูลของเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนมหาศาลจะต้องตรงกันทั้งหมด เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและป้องกันการปลอมแปลง ทำให้ต้องใช้พลังงานถ่านหินจำนวนมากเพื่อทำการประมวลผล การทำธุรกรรมของบิทคอยน์จึงเป็นที่มาของการทำให้เกิดภาวะเรือนกระจกหรือโลกร้อนนั่นเอง

นอกจากนี้ ยังมีการ ‘ขุดบิทคอยน์’ ที่เมื่อมีธุรกรรมใหม่เกิดขึ้น ธุรกรรมชุดใหม่พวกนี้ต้องอาศัยการยืนยันธุรกรรม โดยการเดาตัวเลขของเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง จะต้องแข่งการแก้สมการคณิตศาสตรให้สำเร็จ หากเครื่องไหนเดาถูกก่อนก็จะมีสิทธิบันทึกธุรกรรมใหม่เข้าไปในเครือข่าย และรางวัลที่ได้ก็คือบิทคอยน์นั่นเอง

ซึ่งกระบวนการนี้ใช้พลังงานสูงมาก เราจะเรียกเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เข้ามายืนยันธุรกรรมหรือแข่งกันเดาตัวเลขนี้ว่า ‘นักขุด’ (Miner) โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีพลังประมวลผลสูง ก็มีโอกาสสูงที่จะเดาตัวเลขได้สำเร็จได้เร็วกว่า ระบบดังกล่าวนี้เรียกว่า  Proof of Work หรือเรียกอีกอย่างว่า การพิสูจน์ด้วยการลงแรง เพื่อให้เครือข่ายสามารถหาข้อตกลงกันได้ว่านักขุดหรือคอมพิวเตอร์เครื่องไหนได้ลงแรงผ่านการประมวลผลแล้ว จึงจะทำการเพิ่มข้อมูลชุดใหม่เข้าไปใน บล็อกเชนได้

บิทคอยน์คือ

ระบบ Proof of Work ในบิทคอยน์คือสิ่งที่ทำให้โลกร้อน? 

อเล็กซ์ เดอ ฟรีส์ (Alex de Vries) เป็นบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบบล็อกเชนจากบริษัท PwC ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทตรวจสอบบัญชีที่ใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดในโลก ได้ประเมินไว้ในงานวิจัยหนึ่งว่า การทำธุรกรรมบิทคอยน์ในแต่ละครั้งใช้พลังงานระหว่าง 491 ถึง 765 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับการโอนเงินที่ไม่ใช่เงินสดด้วยระบบของธนาคารปกติ โดยการโอนเงินนี้ใช้พลังงานเฉลี่ยเพียง 0.4 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมงเท่านั้น 

อเล็กซ์ ได้อธิบายว่า จริงๆ แล้วแค่เทคโนโลยีบล็อกเชนไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อสิ่งแวดล้อมหรอก แต่เจ้าตัวอัลกอริทึมที่ใช้กำลังประมวลผลเยอะมากๆ แบบ Proof of Work นี่แหละ คือสิ่งที่ทำให้โลกร้อนต่างหาก ดังนั้น ทางแก้ไขที่เป็นไปได้คือ ควรเลิกใช้หลักการ Proof of Work และไปใช้หลักการอื่น ซึ่งสำหรับคริปโตเคอร์เรนซีบางสกุลอย่างเช่น Cardano(ADA) Polkadot (DOT)  หรือ Stella (XLM) รวมถึงสกลุเงินอันดับสองอย่าง Ethereum (ETH) นั้นก็ใช้หลักการ Proof of Stake

ซึ่งเป็นหลักการที่ไม่มีการขุดใดๆ เลย แต่จะทำการเลือกเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่จะมีเกณฑ์การเลือกแตกต่างกันในแต่ละบล็อกเชน อาจจะทำการสุ่มเลือก เลือกจากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีสัดส่วนถือสกุลเงินนั้นๆ มาก หรืออาจจะเลือกจากระยะเวลาที่คอมพิวเตอร์คงอยู่ในระบบ และเลือกจากคอมพิวเตอร์ที่มีการฝากเหรียญสูงๆ เป็นตัวยืนยันธุรกรรม Proof of Stake ช่วยลดการใช้พลังงานและอุปกรณ์ในการขุดลงไปได้เกือบทั้งหมด เพราะไม่ต้องใช้กำลังประมวลผลมากมายเหมือนกับ Proof of Work 

ความคิดเห็นเรื่อง บิทคอยน์ กับโลกร้อน

อย่างที่กล่าวไปตอนแรกว่า เมื่อไม่นานมานี้มีข่าวใหญ่โตสะเทือนวงการคริปโตที่ Elon Musk

ได้ทวิตข้อความว่า “เรากังวลเรื่องการใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิลซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในการขุดบิทคอยน์และทำธุรกรรม โดยเฉพาะการใช้ถ่านหินที่มีการปล่อยมลพิษมากที่สุดในบรรดาเชื้อเพลิงอื่นๆ ” 

และมักส์ยังบอกอีกว่า บิทคอยน์คือความคิดที่ดี แต่ไม่คุ้มค่าต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้คนต่างก็ออกมาแสดงความเห็นต่างๆ นานากับความเคลื่อนไหวของมัสก์ นอกจากนี้ Bill Gates ผู้ก่อตั้ง Microsoft ก็ไม่เห็นด้วยกับการลงทุนในบิทคอยน์ เพราะเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทำให้โลกร้อน ซึ่งเขากล่าวว่า ถ้าบิทคอยน์สามารถใช้พลังงานสะอาดได้ ก็จะสามารถยอมรับได้

สำหรับความคิดเห็นด้านบวกเรื่องบิทคอยน์กับโลกร้อนคือ มีการเปรียบเทียบระหว่างระบบธนาคารเดิมกับบล็อกเชน ว่าถึงบล็อกเชนจะมีการใช้พลังงานสูงมากในการทำธุรกรรม แต่หากพิจารณาระบบของอุตสาหกรรมธนาคารในยุคปัจจุบันดีๆ จะเห็นได้ว่ามีการใช้พลังงานนั้นสูงไม่แพ้กัน ด้วยการใช้พลังงานของศูนย์ข้อมูล สำนักงานของธนาคารสาขาต่างๆ และตู้เอทีเอ็มที่กระจายอยู่ทั่วโลก ซึ่งต้องเปิดเครื่องทิ้งไว้ทุกๆ วินาที

โดยการวิจัยจาก Ark Invest ได้ระบุว่าภาคธนาคารแบบดั้งเดิมและการขุดทองทั่วโลก ไม่มีประสิทธิภาพเท่ากับการขุดบิทคอยน์ โดยภาคธนาคารจะใช้พลังงานถึง 2.34 พันล้านกิกะจูลต่อปี และการขุดทองใช้พลังงานไฟฟ้า 500 ล้านกิกะจูลต่อปี หากเทียบกับการขุดบิทคอยน์ก็จะสูงกว่า เพราะการขุดบิทคอยน์ใช้พลังงานเพียง 184 ล้านกิกะจูลต่อปีเท่านั้น  

บิทคอยน์คือ

บิทคอยน์คือ ตัวการทำให้โลกร้อนจริงหรือไม่ 

หลักการ Proof of Work ของบิทคอยน์ใช้พลังงานอย่างมาก แน่นอนว่าต้องมีส่วนทำให้โลกร้อน แต่อย่างไรก็ตามหากมีการใช้หลักการอื่นๆ ที่ช่วยลดพลังงานหรือใช้พลังงานสะอาด ก็อาจทำให้บิทคอยน์คือสิ่งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมก็ได้ จึงเป็นเรื่องที่ต้องลุ้นกันต่อไปว่า ในอนาคตบิทคอยน์จะพัฒนาและเปลี่ยนแปลงเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้หรือไม่ 

อย่างไรก็ตามยังมีนักลงทุนจำนวนมากที่ยังคงเชื่อมั่นในคริปโตเคอร์เรนซีและหาทางแก้ไขปัญหา โดย Jack Dorsey  ซึ่งเป็น CEO ของ Twitter ได้ให้สัญญาว่าภายในปี 2030 นี้ เขาจะทำให้คริปโตเคอร์เรนซีใช้พลังงานสะอาดทั้งหมด ซึ่งเขาลงทุนกว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อทำการคิดค้นเทคโนโลยีต่างๆ ในการผลิตคริปโตเคอรเรนซีด้วยพลังงานสะอาด และยังมีบริษัทอีกมากมายที่มีความเชื่อในคริปโตเคอร์เรนซีและหาทางทำให้บิทคอยน์คือสิ่งที่ Eco-friendly มากกว่าเดิมด้วยการใช้พลังงานทดแทนไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ และพลังงานลมสำหรับการขุดบิทคอยน์แทนพลังงานไฟฟ้า