แบ่งสัดส่วนชัด VS ปรับตามความผันผวน จัดพอร์ตแบบไหนกำไรดี?

โพสต์เมื่อ March 10, 2021 ใน Articles, Investing
แบ่งสัดส่วนชัด VS ปรับตามความผันผวน จัดพอร์ตแบบไหนกำไรดี?
ดู Articles ทั้งหมด

การแบ่งสัดส่วนของแต่ละสินทรัพย์ในพอร์ตการลงทุน เป็นเรื่องที่นักหลายคนอาจจะลืมนึกถึงไป แต่ที่จริงแล้วกลยุทธ์ในการแบ่งสัดส่วนน้ำหนักในการลงทุนที่ดีนั้น มีผลกระทบต่อผลตอบแทนในการลงทุนค่อนข้างมากครับ เรียกว่าสามารถเขียนหนังสือออกมาเป็นเล่มๆ เพื่ออธิบายแค่เรื่องโมเดลในการจัดพอร์ตอย่างเดียวได้เลย และในบทความนี้เราจะมาลองมาดูกันว่า ระหว่างการแบ่งสัดส่วนการลงทุนไว้ล่วงหน้าชัดเจน แบบ Fix % กับการกำหนดน้ำหนักการลงทุนแบบดูความผันผวนของสินทรัพย์ในขณะนั้น แบบไหนจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ากันครับ

โมเดลการบริหารพอร์ตแบบ Fix % และ การดู Volatility ต่างกันอย่างไร?

การจัดพอร์ตแบบ Fix % คือการกำหนดไว้เลยว่าเราจะลงทุนในสินทรัพย์แต่ละตัวเท่าไหร่ อาจจะเป็น 5% 10% ของพอร์ตก็แล้วแต่นักลงทุน โดยวิธีนี้สามารถเข้าใจและทำตามได้ง่าย แต่เราจะไม่ได้นำสภาพตลาดหรือความผันผวนของสินทรัพย์เข้ามาพิจารณาเลยครับ 

ส่วนการจัดพอร์ตตาม Volatility นั้น เราจะเอาความผันผวนหรือความเสี่ยงของสินทรัพย์ในเวลานั้นๆ มากำหนดสัดส่วนในการซื้อด้วยครับ  

ทำไมโมเดลการจัดพอร์ตถึงสำคัญ?

นักลงทุนผู้เชี่ยวชาญมักจะเห็นตรงกันว่า การบริหารเงินและจัดพอร์ตที่ดีนี่แหละ คือเคล็ดลับในการสร้างกำไรที่ยั่งยืนในระยะยาว ลดโอกาสในการขาดทุนได้ เพราะไม่ว่าจะมีกลยุทธ์ที่ดีแค่ไหน หรือเทคนิคอะไร สิ่งเหล่านั้นก็เป็นเพียงหนึ่งองค์ประกอบในการลงทุนเท่านั้นครับ ไม่ใช่ว่าเราจะลืมเรื่องโมเดลในการจัดพอร์ตและแบ่งน้ำหนักในการลงทุนไปได้เลย

เงื่อนไขในการทดสอบโมเดลการจัดพอร์ต

โดยในการทดสอบครั้งนี้ เราจะมีเงื่อนไขดังนี้

  1. เงินลงทุนตั้งต้น 1 ล้านบาท
  2. ช่วงเวลาที่ทดสอบ 1/1/2015 – 31/10/2020
  3. กลยุทธ์การซื้อขาย Donchian Channel
  4. ทดสอบด้วยการลงทุนใน Cryptocurrency 6 ตัว ได้แก่ BTC ETH LTC XRP BCH USDT

สำหรับการทดสอบในการลงทุนแบบกำหนดสัดส่วนไว้ชัดเจนหรือ Fix % นั้นเรากำหนดเอาไว้ที่ 20% ทำให้เราสามารถลงทุนในคริปโตได้พร้อมกันเพียงครั้งละ 5 สกุลเงินเท่านั้น จากทั้ง 6 ตัวที่เราเลือกไว้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าการกำหนดแบบนี้เข้าใจและทำตามได้ง่าย ไม่ต้องคำนวณอะไรมาก แต่ก็อาจจะทำให้เสียโอกาสในการลงทุนไป เพราะไม่ได้ดูความผันผวนหรือความเสี่ยงที่ต่างกันในแต่ละช่วงของสินทรัพย์แต่ละชนิดเลย ลองมาดูผลการทดสอบกันครับ 

ผลการทดสอบโมเดลในการจัดพอร์ต

ลองมาดูกันครับ ว่าผลการตอบแทนจากโมเดลการลงทุนแบบไหนจะน่าพอใจมากกว่า

ผลตอบแทนของโมเดลการจัดพอร์ตแบบกำหนดชัดเจน หรือ Fix %

กราฟผลการทดสอบโมเดลในการลงทุนแบบ Fix %

เรียกว่าผลการทดสอบที่เพิ่มเงินจาก 1 ล้านเป็น 244 ล้านได้ในห้าปี คิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 157% ต่อปี ค่อนข้างน่าพอใจเลยทีเดียวครับ แต่จะเห็นได้ว่า Max DD นั้นสูงถึง 45.53% ซึ่งค่อนข้างโหดมากๆ เรียกว่านักลงทุนหลายคนอาจจะไม่สามารถรับความเสี่ยงขนาดนี้ได้ แค่พอร์ตติดลบไป 10% ก็นั่งแทบไม่ติดแล้ว แต่ถ้ามาดูค่าเฉลี่ยของ DD นั้น จะพบว่าอยู่ที่ 25% เท่านั้นครับ

%Win หรืออัตราการได้กำไรนั้นก็ไม่สูงมากเท่าไหร่ อยู่ที่เพียง 35% เรียกว่าเทรด 100 ครั้งจะเลือกถูกทางจนได้กำไรไป 35 ครั้งเท่านั้น แต่พอร์ตก็ยังเติบโตจนได้ผลกำไรที่น่าพอใจได้ เพราะเรามีการใช้ Stop Loss and Let Profit Run กำหนดจุดขาดทุนเมื่อจำเป็น และปล่อยสินทรัพย์ให้ทำกำไรไปเรื่อยๆ ตามสัญญาณครับ 

นอกจากนี้เรายังมาดู​ Consecutive Win & Consecutive Loss กันเพิ่มเติม ว่าการลงทุนแบบนี้มีการกำไรหรือขาดทุนแบบต่อเนื่องติดกันกี่ครั้ง จะเห็นได้ว่ากลยุทธ์แบบ Fix % นั้นมีกำไรติดกัน 4 ครั้ง และขาดทุนติดกัน 9 ครั้ง เห็นแบบนี้ก็น่าจะช่วยให้การตัดสินใจในอนาคตเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้นครับ

ส่วนรูปประกอบทางด้านซ้ายล่าง คือกราฟการเติบโตของเงินทุน และกราฟด้านขวาคือการกระจายตัวของผลตอบแทน แท่งสีแดงที่สูงที่สุดนั้นมีความถี่สูงถึง  37 ครั้ง เฉลี่ยที่ประมาณ​ -5% แปลว่าเราขาดทุนประมาณ  -5% จากวิธีการนี้ และขาดทุนสูงสุดถึง -55% ไปหนึ่งครั้ง แต่ด้วยวินัยในการลงทุนทำให้เรายังมีกำไรที่ลบการขาดทุนเล็กๆ นี้ไปได้ครับ 

ผลตอบแทนของโมเดลการจัดพอร์ตแบบเปลี่ยนตามความผันผวน หรือดู Volatility

กราฟผลการทดสอบโมเดลในการลงทุนแบบดู Volatility

สำหรับโมเดลนี้ เราเลือก Indicator ที่ชื่อว่า ATR มาคำนวณค่าความผันผวน ว่าสินทรัพย์ที่มีสัญญาณซื้อมีความผันผวนมากน้อยแค่ไหน จากนั้นก็กำหนดความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ว่าถ้ากลยุทธ์ผิดพลาด เราจะยอมขาดทุนกี่เปอร์เซ็นต์ เช่น ถ้าพอร์ตของเรามีมูลค่า 1 ล้านบาท และเรายอมเสียหาย 1 % ก็จะเท่ากับ 10,000 บาท จากนั้นเราก็จะเอาข้อมูลทั้งสองส่วนมาคำนวณหา Position Sizing ว่าจะซื้อสินทรัพย์เท่าไหร่ในแต่ละครั้งครับ หากสินทรัพย์ผันผวนน้อย จุด Stop Loss ก็จะใกล้ และเราก็จะซื้อสินทรัพย์เข้ามาเยอะ ในทางกลับกันถ้าสินทรัพย์ผันผวนมาก Stop Loss กว้าง เราก็จะซื้อสินทรัพย์เข้ามาน้อยครับ

จะเห็นได้ว่าผลลัพธ์นั้นเหนือกว่าการจัดพอร์ตแบบ Fix% มาก โดยเราสามารถเพิ่มเงิน 1 ล้านบาทเป็น 311  ล้านได้ภายใน 5 ปี มีผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีที่ 168% อีกทั้ง DD ยังต่ำกว่าอีกด้วย ผลตอบแทนน่าพอใจและจุดขาดทุนก็ต่ำกว่า แม้ว่าอัตราการชนะหรือ %Win จะแม่นน้อยกว่าก็ตาม  อีกทั้งจะเห็นได้จากกราฟด้านล่างว่าแท่งแดงๆ ที่แสดงการขาดทุน ว่ามีความถี่น้อยกว่า ที่สำคัญคือการขาดทุนสูงสุดแบบบาดหัวใจที่ -55% ก็หายไปแล้วครับ 

เพิ่มผลตอบแทนในการลงทุน ด้วยการจัดพอร์ตที่ดี

จากการทดสอบครั้งนี้ เราคงเห็นแล้วนะครับว่าแม้ว่าเราจะใช้กลยุทธ์เดียวกัน ลงทุนในสินทรัพย์เดียวกัน แต่การเลือกโมเดลในการจัดพอร์ตที่แตกต่างกันก็ส่งผลให้ผลตอบแทนต่างกันแบบเห็นได้ชัดเลย หลายคนเลือกใช้วิธีที่ค่อนข้างเสี่ยงเพื่อเพิ่มผลกำไร เช่น การใช้ Margin การใช้ Futures หรือการพยายามปั่นรอบแบบเสี่ยงๆ อาจจะส่งผลให้ผลตอบแทนที่เราได้ไม่คุ้มเสียนะครับ ลองมาให้ความสำคัญกับสิ่งที่ช่วยสร้างผลกำไรได้อย่างยั่งยืน เช่น การโมเดลการจัดพอร์ตดีกว่า และถ้าใครพร้อมก้าวเข้ามาเทรดสินทรัพย์ดิจิทัลแล้ว มาลองกลยุทธ์และเริ่มเทรดกันได้แบบฟรีๆ ที่ Zipmex เลยครับ