ปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนสถาบันเปลี่ยนมุมมองและแหล่งทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล

โพสต์เมื่อ May 03, 2021 ใน Articles, Investing, Market Movements, Opinions
ปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนสถาบันเปลี่ยนมุมมองและแหล่งทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล
ดู Articles ทั้งหมด

ในช่วงที่ผ่านมาเราเริ่มเห็นเม็ดเงินของนักลงทุนสถาบันเข้ามาลงทุนในบิทคอยน์มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเป็นที่ยอมรับของสิ่งที่เรียกกันว่า Cryptocurrency มากขึ้นกว่าในอดีต ในบทความนี้ของเราจึงอยากนำเสนอข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับปัจจัยและผลที่เกิดขึ้นจากการเข้ามามีส่วนร่วมของนักลงทุนสถาบันครับ อย่างในช่วงที่ผ่านมาเราจะได้ยินชื่อ 2 บริษัทขนาดใหญ่เข้าซื้อบิทคอยน์ ดังนี้ 

  • บริษัท MicroStrategy บริษัทที่ให้บริการ software ด้านข้อมูลกับองค์กรระดับโลก ออกมาระดมทุนผ่านการออกตราสารหนี้ เพื่อนำมาลงทุนใน Bitcoin มูลค่ากว่า $250 million 
  •  กองทุน Grayscale ได้มีการเปิดกองทุน Grayscale bitcoin trust ที่ลงทุนใน Bitcoin โดยเฉพาะ

ซึ่งแสดงให้เราเห็นว่านักลงทุนสถาบันเริ่มเข้ามามีบทบาทในตลาด cryptocurrency มากขึ้นแต่เราทราบหรือไม่ว่าอะไรบ้างที่เป็นปัจจัยหรือคุณสมบัติทำให้นักลงทุนสถาบันพิจารณาว่าสินทรัพย์นั้นเหมาะสมแล้วแก่การนำเม็ดเงินเข้ามาลงทุน โดยในวันนี้เราจะขออนุญาตนำข้อมูลของกองทุน Morgan Stanley มาแชร์ให้แก่ทุกคนว่ามีปัจจัยหรือคุณสมบัติใดบ้างที่ทำให้กองทุนหนึ่งเล็งเห็นศักยภาพและโอกาสการเติบโตในอนาคต

ปัจจัยการเติบโตของมูลค่า Market Cap ของ Bitcoin ในช่วงเวลาตั้งแต่ ธันวาคม 2017 – กุมภาพันธ์ 2021

Market cap of Bitcoin

จากภาพแสดงให้เห็นการเติบโตของมูลค่า Market cap ของ Bitcoin ที่มีการเพิ่มจาก $225 billion ไปถึง $864 billion ในปี 2021 ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นใกล้เคียงกับ High yield bond market และโตเกือบครึ่งหนึ่งของขนาดมูลค่า Russell 2000 (small Cap) $3,923 billion (โดยมีจำนวนครึ่งหนึ่งเท่ากับ $1646.5 billion)

ปัจจัยการพัฒนาหน่วยงานภาครัฐในเรื่องการกำกับดูแลควบคุม Cryptocurrency

Cryptocurrency

การเกิดขึ้นของ Cryptocurrency แรกของโลกคือ Bitcoin เมื่อปี 2009 ณ ช่วงเวลานั้นทางภาครัฐยังไม่ได้มีนโยบายอย่างเป็นทางการหรือหน่วยงานที่เข้ามากำกับดูแลควบคุมสิ่งเหล่านี้โดยตรง แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ได้มีนโยบายออกเรื่อย ๆ เช่น

  • ปี 2013 ได้มีการตั้งหน่วยงานกำกับดูแล Cryptocurrency ขึ้นชื่อว่า The Financial Crimes Enforcement Network (FinCen) เข้ามาดูแลกำกับดูแล Cryptocurrency โดยตรง 
  • ปี 2014 หน่วยงานเก็บภาษีของภาครัฐ  หรือ Internal Revenue Service เข้ามากำกับเรื่องรายได้ที่ได้จาก Cryptocurrency เช่น การได้รับรายได้จากการขุด Bitcoin ซึ่งทางหน่วยงานได้นิยาม Bitcoin ว่าเป็น Property Asset ไม่ใช่ Foreign Currency เพื่อสำหรับให้บุคคลที่มีรายได้ดังกล่าวเข้ามาชี้แจ้งรายละเอียดกับทางหน่วยงาน ในการจัดเก็บภาษีต่อไป เป็นต้น
  • ปี 2021 ทางสำนักงานควบคุมเงินตรา หรือ The Office of the Comptroller of the Currency (OCC) ได้ออกแถลงการเรื่องการนำ Stable coin มาใช้จ่ายในธุรกรรมทางการเงินและอนุญาตให้มีการริเริ่มใช้ในกลุ่มของธนาคาร

จากรายละเอียดที่ได้กล่าวมาข้างต้น นั้นเป็นปัจจัยที่เป็นตัวกระตุ้นในเกิดสินค้าและบริการมาตอบสนองความต้องการของนักลงทุน เนื่องจากหน่วยงานภาครัฐได้มีการยืนมือเข้ามากำกับดูแลส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นมากขึ้นกับตัวสินค้าและบริการของ Cryptocurrency

ปัจจัยด้านสภาพคล่องที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

เนื่องจากการที่เริ่มมี Product/Service ของ Cryptocurrency เกิดขึ้นเช่น ศูนย์ซื้อขาย , บริษัทที่เป็นผู้ให้บริการธุรกรรมทางการเงิน(VISA,PAYPAL) ,ร้านอาหาร (Betty’s Place ในประเทศเคนย่า) เป็นต้น เริ่มทำให้ผู้คนเบนเข็มเข้ามาใช้บริการและสินค้าอย่างแพร่หลายส่งผลให้สภาพคล่อง หรือ Liquidity ภายใน Cryptocurrency เช่น Bitcoin มีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวภายในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา

Bitcoin trading surge

จากภาพเป็นข้อมูลที่ทางทีมวิจัยของ Morgan Stanley & Co. ได้ทำการเก็บข้อมูลปริมาณการซื้อขายรายปีของ Bitcoin ตั้งแต่ปี 2015 – 2020 ซึ่งปี 2020 นั้น Bitcoin มี Volume ปรับตัวสูงจนไปแตะที่ $12 trillion และส่วนของต้นปี 2021 ในช่วงต้นสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม มีปริมาณการซื้อขายราว $539 billion แสดงให้เราทราบว่าผู้คนในตลาดนั้นให้ความสนใจในสินทรัพย์นี้และเป็นผลดีกับผู้ที่เข้ามาลงทุนและเก็งกำไร

ปัจจัยจากนโยบายของภาครัฐและการระบายของ Covid 19

Institutional adoption of Crypto

ช่วงปี 2020 เกิดการระบายของโรค Covid 19 ส่งผลกระทบภาพรวมตลาดปรับตัวลดลงสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างทั้งในภาคอุตสาหกรรม , ภาคธุรกิจ โดยทางภาครัฐได้มีมาตรการสำหรับการเข้าแทรกแซงเพื่อช่วยเหลือและพยุงไม่ให้การภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งหนึ่งในวิธีนั้นคือการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมผ่านกลุ่มสถาบัน

เพื่อนำไปปล่อยกู้ให้แก่ภาคธุรกิจหรืออุตสาหรกรรมที่ได้รับผลกระทบ แต่กระนั้นวิธีนี้ก็มีผลกระทบต่อการเกิดภาวะเงินเฟ้อและหนี้เสียที่ภาครัฐจะต้องแบกรับไว้ในการพยุงเศรษฐกิจให้สามารถดำเนินผ่านช่วงระยะเวลาลำบากไปได้ ส่วนภาคตลาดหุ้นนั้นก็จะมีผลกระทบด้านอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้และค่าเงินที่ลดลงจากการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ

ทำให้กองทุนและนักลงทุนมีช่องทางสำหรับการกระจายเงินเข้าสินทรัพย์ที่น้อยลง เป็นเหตุให้กองทุนต่างๆ,นักลงทุนริเริ่มแสวงหาช่องทางของสินทรัพย์ใหม่ในการ Stores of Value ที่เรียกว่า Cryptocurrency

ปัจจัยด้านสถาบันต่างๆและบริษัทเอกชนเข้ามามีบทบาทใน cryptocurrency

Institutional endorsements

จากภาพแสดงถึงช่วงระยะเวลาที่เกิดเหตุการณ์ของกลุ่มสถาบันและบริษัทเอกชนได้เริ่มมีบทบาทเข้ามาลงทุนใน Cryptocurrency ยกตัวอย่างเช่น ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2020 – ช่วงต้นปี 2021

  • Blackrock (กองทุนบริหารจัดการสินทรัพย์) ได้มีการพิจาณาเข้าไปลงทุนใน Bitcoin
  • PayPal ได้มีการประกาศรับ Cryptocurrency เข้ามาบริการใช้แก่ลูกค้า
  • Tesla มีนโยบายเข้าลงทุนใน Bitcoin เป็นมูลค่าราว $1.5 billion
  • Guggenheim Partners บริษัทด้านการลงทุนได้มีการโยกย้ายเงินจำนวน $500 million มาลงในกองทุนของ Grayscale Bitcoin Trust

ด้วยปัจจัยหรือคุณสมบัติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาการด้านนโยบายมารองรับ การเพิ่มขึ้นของ liquidity และ Market Cap ก็เป็นสัญญาณในเชิงบวกที่บ่งบอกว่าทั้งผู้คนและภาครัฐนั้นเริ่มมีความสนใจในสินทรัพย์นี้มากขึ้นเรื่อยๆ ภาวะเศษฐกิจที่ซบเซาทำให้ทางเลือกในการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ลดน้อยลง

ท้ายที่สุดคือกลุ่มสถาบันกับบริษัทเอกชนที่เริ่มหันมาให้การยอมรับและเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ก็เหมือนเป็นการยืนยันในเบื้องต้นว่าสินทรัพย์นี้มีโอกาศที่จะพัฒนาไปได้อีกในอนาคตนั้นเอง ด้วยข้อมูลทั้ง 5 ปัจจัยจึงเป็นที่ทำให้กองทุน Morgan Stanley ตัดสินใจว่าสินทรัพย์นี้มีคุณสมบัติที่เหมาะสมแก่การเป็นตัวเลือกของการลงทุนเข้า Portfolio ของทางกองทุนแล้วนั้นเอง