Technical VS Fundamental การลงทุนแบบไหนกำไรดีกว่า (วิจัย)

โพสต์เมื่อ January 18, 2021 ใน Podcasts, Quantable
Technical VS Fundamental การลงทุนแบบไหนกำไรดีกว่า (วิจัย)
ดู Podcasts ทั้งหมด

แนวทางการลงทุนที่เราได้ยินกันอยู่บ่อยๆ ก็คงจะหนีไม่พ้นการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis) และการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis) ที่มีแนวคิดแตกต่างกัน ทำให้กลยุทธ์ในการลงทุนที่ออกมาก็แตกต่างกันไปด้วยในบางครั้ง วันนี้เราจะลองมาดูกันว่าแนวทางการลงทุนแบบไหนที่จะให้ผลตอบแทนได้ดีกว่า ด้วยวิธีการวิจัยแบบ Quantitative ครับ 

โดยการทดสอบครั้งนี้ เราจะลงทุนในตลาดหุ้นของไทยเท่านั้น เนื่องจากสินทรัพย์อื่นๆ เช่น ตลาดหุ้นต่างประเทศ​ ทองคำ และสินทรัพย์ดิจิทัลนั้นยังไม่มีข้อมูลบางอย่าง เช่น ข้อมูลปัจจัยพื้นฐานเพื่อทำ Fundamental Analysis เราจึงต้องเลือกสินทรัพย์ที่สามารถใช้ทดสอบได้กับทั้ง Technical Analysis และ Fundamental Analysis ได้อย่างเท่าเทียมกันครับ

กลยุทธ์การลงทุนด้วย Technical Analysis 

หลายคนมักจะเริ่มลงทุนด้วยการวิเคราะห์ทางเทคนิค เพราะการดูกราฟนั้นเป็นสิ่งที่จับต้องได้ มองเห็นได้ และดูเหมือนจะเข้าใจง่ายที่สุดเมื่อเทียบกับการวิเคราะห์รูปแบบอื่นๆ นอกจากนี้การวิเคราะห์กราฟนั้นยังมาพร้อมกับความเชื่อที่ว่าถ้าเราเข้าใจแนวคิดแล้ว เราก็สามารถเอาการวิเคราะห์กราฟไปใช้ได้กับการลงทุนในทุกสินทรัพย์ทั่วโลก

หลังจากการทดลองด้วยตัวผมเองก็พบว่าการวิเคราะห์กราฟนั้นสามารถใช้กับทุกสินทรัพย์ได้จริง แต่ก็ต้องใช้เวลาในการปรับตัว และทำความเข้าใจความแตกต่างของแต่ละสินทรัพย์พอสมควรเลยครับ 

ที่สำคัญก็คือการวิเคราะห์ทางเทคนิคนั้น ไม่ใช่แค่เอาข้อมูลมาแปะๆ ก็ได้คำตอบแล้ว แต่คือการใช้ข้อมูลราคาที่มี มาคำนวณด้วยสูตรทางคณิตศาสตร์มากมาย จนออกมาเป็นเส้นกราฟหลากสีสัน เพื่อ “ช่วยเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์” แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมดในการลงทุน เราจึงต้องใช้เวลาศึกษาแนวทาง Technical Analysis ไม่ต่างอะไรจากกลยุทธ์อื่นๆ เลยครับ 

ทดสอบการใช้ Technical Analysis ด้วย Momentum Based

วันนี้เราจะทดสอบผลตอบแทนในการลงทุนด้วยการวิเคราะห์ทางเทคนิค ตามแนวทาง Momentum Based หรือแนวโน้มของราคาครับ 

เงื่อนไขในการทดสอบ

  • ใช้กลยุทธ์ 52 Week High หรือลงทุนในสินทรัพย์เมื่อราคาทะลุแนวต้านใหญ่ในรอบ 52 สัปดาห์หรือ 1 ปี และใช้ Indicator ใส่เข้าไปเพิ่มเติมเล็กน้อย
  • เงินตั้งต้นในการลงทุน 1 ล้านบาท
  • ซื้อหุ้นสูงสุดไม่เกิน 20 ตัว 
  • ซื้อหุ้นสูงสุดไม่เกิน 5% ต่อ 1 ตัว ถ้ามีสัญญาณซื้อแค่ 10 ตัว ก็หมายความว่าเราจะถือหุ้น 50% และถือเงินสดไว้รอสัญญาณซื้ออีก 50%
  • ช่วงเวลาทดสอบคือ มกราคม 2000 – พฤศจิกายน 2020

ผลการทดสอบแนวทาง Technical Analysis

ผลตอบแทนการใช้ Technical Analysis ด้วย Momentum Based

จากภาพประกอบจะเห็นได้ว่าในช่วงการลงทุน 20 ปีนี้ เงิน 1 ล้านของเรางอกเงยเป็น 31.7 ล้าน คิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ย 18% ต่อปีเลยทีเดียว เรียกว่าแม้จะมีวิกฤตหลายครั้งหลายครา ก็สามารถเอาตัวรอดมาได้ โดยเฉพาะช่วงโควิด-19 ที่ยังสร้างผลตอบแทนได้ถึง 4.9% ในขณะที่ Set Index ยังติดลบอยู่ถึง 14 %

แม้ผลตอบแทนจะน่าสนใจ แต่ในความจริงแล้วการที่นักลงทุนจะยึดแนวทางเดิม และเทรดอย่างเป็นระบบโดยไม่ผิดพลาดได้อย่างต่อเนื่องตลอด 20 ปีนั้น เป็นเรื่องยากมากๆ เลยครับ และที่สำคัญคือการทดสอบนี้เป็นการดูข้อมูลในอดีต ซึ่งไม่ได้เป็นการการันตีผลตอบแทนในอนาคต ดังนั้นแล้วอย่าลืมศึกษาและกลยุทธ์การลงทุนให้เข้าใจมากที่สุดก่อนที่จะเริ่มลงทุนนะครับ 

ทดสอบแนวทาง Fundamental Analysis ด้วยกลยุทธ์การลงทุนแบบ Value Based

สำหรับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานนี้ เราจะเลือกใช้ F-Score formula ของ Mr.Joseph D. Piotroski ซึ่งใช้ 9 ปัจจัยในการเลือกหุ้นตามแนวทาง Value Investing เพื่อให้เลือกหุ้นมาลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ และที่สำคัญก็คือหลายแพลตฟอร์มในไทยมีการคำนวณคะแนนให้แล้ว ดังนั้นนักลงทุนจะสามารถเอาข้อมูลไปศึกษาค้นคว้าต่อได้อย่างไม่ยากนักครับ 

โดยดัชนีชี้วัดนั้นจะมีหลายมุมมอง ได้แก่

  • มุมมองเชิงคุณภาพของบริษัท ก็คือกำไรนั่นเอง เช่น ROA หรือ Cash Flow 
  • มุมมองด้านการอยู่รอด เช่น DE Ratio
  • มุมมองด้านประสิทธิภาพในการดำเนินการ เช่น Gross Profit Margin
  • มุมมองด้านการเติบโต เช่น Sale Growth หรือ CAPEX

เงื่อนไขในการทดสอบ

  • ลงทุนในตลาดหุ้นของไทย เช่นเดียวกับการทดสอบ Technical Analysis
  • ซื้อขายแบบ Rotation เปลี่ยนหุ้นในพอร์ตทุกหนึ่งปี เรียงตามคะแนนของหุ้นตาม F-Score formula ของ Mr.Joseph D. Piotroski 
  • เงินตั้งต้นในการลงทุน 1 ล้านบาท
  • ซื้อหุ้นสูงสุดไม่เกิน 20 ตัว 
  • ซื้อหุ้นสูงสุดไม่เกิน 5% ต่อ 1 ตัว ถ้ามีสัญญาณซื้อแค่ 10 ตัว ก็หมายความว่าเราจะถือหุ้น 50% และถือเงินสดไว้รอสัญญาณซื้ออีก 50%
  • ช่วงเวลาทดสอบคือ มกราคม 2000 – พฤศจิกายน 2020 
ผลตอบแทนการใช้ Fundamental Analysis

จากภาพอาจจะเห็นได้ว่า ผลตอบแทนอาจจะไม่หวือหวาน่าตื่นเต้นเท่ากับการวิเคราะห์เชิงเทคนิคครับ ด้วยเหตุผลสองข้อ ข้อแรกคือการ Rotation ทุกหนึ่งปี โดยในปี 2020 ซึ่งหุ้นไทยได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 นั้น เราจำเป็นต้องเก็บหุ้นทั้งหมดเอาไว้ จนทำให้ Max DD หรือการขาดทุนสูงสุดลงมาถึง 64 % ถ้าเราตัดช่วงวิกฤติออกไป Max DD จะเหลือแค่ 23% เท่านั้น และข้อที่สองก็คือการกระจายน้ำหนักในการลงทุนไปในหุ้นถึง 20 ตัว เพื่อให้การทดสอบทั้งสองทฤษฎีมีเงื่อนไขเดียวกัน เพราะโดยส่วนใหญ่สาย Value จะเน้นโฟกัสไปที่หุ้นบางตัว มากกว่าการกระจายเงินครับ

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่ากลยุทธ์แบบไหนก็มีข้อดีของตัวเองเสมอ และนักลงทุนแต่ละคนก็อาจจะเหมาะกับกลยุทธ์ที่แตกต่างกันไป การศึกษาหลายๆ กลยุทธ์ก่อนตัดสินใจเลือกแบบที่เหมาะกับตัวเราอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุนครับ 

Hybrid Investment ผสานการลงทุนด้วยส่วนผสมที่ (อาจจะ) ลงตัวที่สุด

Chart

Description automatically generated

สุดท้ายนี้ เราจะลองใช้ทั้งกลยุทธ์ Fundamental Analysis และ Technical Analysis ไปพร้อมๆ กัน หมายความว่าเราจะใช้ทั้งข้อมูลด้านราคาอย่าง Momentum และข้อมูลพื้นฐานในงบการเงินอย่าง Value, Size และ Growth มาประกอบกันเพื่อดูผลตอบแทนในการลงทุนครับ โดยเงื่อนไขทั้งเงินตั้งต้น ระยะเวลา และจำนวนหุ้นเท่ากับผลการทดสอบทั้งสองข้อด้านบน

จากภาพจะเป็นว่าผลตอบแทนต่อปีนั้นสูงถึง 34% โดยเงินตั้งต้น 1 ล้านบาทของเรา งอกเงยเป็น 415 ล้านภายใน 20 ปีเท่านั้นครับ และ Max DD ก็อยู่ที่เพียง 22 % เท่านั้น ซึ่งถูกฉุดลงมาเพราะในช่วงโควิด-19 ในปี 2020 เช่นกัน 

ประเด็นที่น่าสนใจคือ โดยปกติแล้วการวิเคราะห์ทางเทคนิคอย่างเดียว มักจะให้อัตราการชนะ (% Win) ที่ต่ำอยู่แล้ว และพอเรานำปัจจัยอื่นมาช่วย ก็ทำให้อัตราการชนะเพิ่มขึ้นอีกจน Average Win/Loss ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ตลอด 20 ปีนั้น มีเพียง 2 ปีเท่านั้นที่ผลตอบแทนติดลบ คิดเป็น Positive Year ที่ 90 % เลยทีเดียวครับ 

และสุดท้าย เราจะเห็นว่าค่า Correlation ของกลยุทธ์นี้ที่มีค่าเพียง 0.4 เท่านั้น เมื่อเทียบกับตลาด Set Index เหตุผลก็เพราะสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงแทบทุกชนิดในช่วงท้ายของการทดสอบ มีการขึ้นลงแทบจะพร้อมกัน ต่างกันแค่การผันผวนเท่านั้น พอเราสร้างกลยุทธ์การลงทุนที่ไม่ผันผวนตามตลาดได้ จึงทำให้ผลตอบแทนดีมากขึ้นครับ 

นี่อาจจะเป็นอีกหนึ่งข้อยืนยันได้ว่า บางทีอาจจะไม่มีกลยุทธ์เดียวที่ดีที่สุด แต่การรวมตัวกันของกลยุทธ์หลายๆ อย่าง อาจจะทำให้เกิดกลยุทธ์ใหม่ที่อาจจะลงตัวที่สุดสำหรับเราก็ได้ครับ

การวิเคราะห์และคาดการณ์ราคาบิทคอยน์

ภาพกราฟจาก Stock to Flow Model เพื่อคาดการณ์ราคาบิทคอยน์

แม้ว่าบิทคอยน์จะยังไม่มีปัจจัยพื้นฐาน เช่น งบการเงินมาให้เราได้วิเคราะห์กัน แต่ข้อมูลด้าน Demand และ Supply ทำให้เราสามารถสร้างโมเดลมาเพื่อคาดการณ์ในอนาคตได้ โดยเจ้าโมเดลนี้มีชื่อว่า Stock to Flow Model ซึ่งมีความแม่นยำในอดีตค่อนข้างสูงมาก แต่อนาคตก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดเดาได้อย่างแน่นอนครับ 

สำหรับในกราฟนั้น เส้นการคาดการณ์นั้นคือเส้นม่วงและฟ้า ส่วนเส้นที่มีการขยับขึ้นลงก็คือราคาบิทคอยน์ จะเห็นได้ว่าในระยะยาวนั้นมีความแม่นยำพอสมควรเลย แม้ว่าในระยะสั้นอาจจะมี error ผิดพลาดไปบ้างครับ 

ก่อนจากกันไป อย่าลืมว่าทุกการลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ และการมีข้อมูลความรู้ให้มากที่สุด ก็จะช่วยให้เราสามารถลงทุนได้อย่างมั่นใจ ตามความเสี่ยงที่ยอมรับได้ หวังว่าบทความนี้และการทดสอบอื่นๆ ที่เราตั้งใจทำออกมา จะช่วยเป็นข้อมูลในการตัดสินใจลงทุนให้กับทุกคนได้ครับ และถ้าพร้อมจะเริ่มลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลแล้ววันนี้ อย่าลืมมาเทรดกันได้ฟรี ไม่มีค่าธรรมเนียม ที่ Zipmex นะครับ