วิธีวิเคราะห์ความผันผวนในอดีต เพื่อหาเป้าหมายราคาในการลงทุน

โพสต์เมื่อ March 11, 2021 ใน Articles, Investing
วิธีวิเคราะห์ความผันผวนในอดีต เพื่อหาเป้าหมายราคาในการลงทุน
ดู Articles ทั้งหมด

การวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิคไม่ใช่เรื่องยาก ลองดูการวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิคแบบง่ายๆ ด้วยการวิเคราะห์ความผันผวนของสินทรัพย์ในอดีต เพื่อหาเป้าหมายราคาในการลงทุนกัน

ในประเทศไทยเรามักจะได้ยินคนพูดถึงการเทคนิคในการลงทุนหลักๆ อยู่สองแบบก็คือการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental analysis) และ การวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค (Technical analysis) ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่าการวิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นเรื่องยากเกินจะเข้าใจ แต่วันนี้เราจะลองมาทำให้การวิเคราะห์ทางเทคนิคเข้าถึงและเข้าใจได้มากขึ้น ด้วยการวิเคราะห์ความผันผวนของสินทรัพย์ในอดีต เพื่อหาราคาเป้าหมายกันครับ 

การวิเคราะห์ทางเทคนิคคืออะไร?

Technical Analysis หรือ การวิเคราะห์ทางเทคนิค คือการใช้หลักการทางสถิติมาศึกษาดูพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ และพฤติกรรมของตลาด เพื่อให้เราสามารถคาดการณ์ตลาดในอนาคต เพื่อหาจังหวะที่เหมาะสมในการลงทุนได้ครับ 

โดยการวิเคราะห์ทางเทคนิคมักจะใช้ข้อมูลอย่างราคาและปริมาณการซื้อขายมาวิเคราะห์​ แต่ถ้าเรายิ่งศึกษามากขึ้นเรื่อยๆ เราจะพบว่าการวิเคราะห์ทางเทคนิคนั้นลึกลับซับซ้อนกว่าที่คิดไม่น้อย มีเรื่องให้เรียนมากมายแบบ 10 ปีก็ยังไม่หมด ทำให้หลายคนไม่สามารถเอาสิ่งที่ศึกษาไปใช้จริงได้ จนยอมแพ้ไปในที่สุดครับ 

วันนี้เราเลยอยากลองยกตัวอย่างการวิเคราะห์ทางเทคนิคในเชิงสถิติแบบที่เข้าใจได้ง่าย ไม่ต้องเป็นโปรแกรมเมอร์ก็วิเคราะห์ได้ และนำไปศึกษาใช้ต่อได้เลย ด้วยการดูความผันผวนของสินทรัพย์ในอดีตเพื่อหาราคาเป้าหมายในอนาคต แอบกระซิบไว้ก่อนว่านี่ไม่ใช่การทำนายอนาคตนะครับ แต่เป็นการหาจุดที่น่าสนใจและสำคัญบางอย่างในตลาด เพื่อให้เรามีแนวทางการลงทุนได้ดีขึ้น

การวิเคราะห์ความผันผวนในอดีต หรือ Historical volatility (HV)

เทคนิคง่ายๆ ในวันนี้ก็คือการศึกษาพฤติกรรมของตลาดในอดีต ด้วยการดูความผันผวนของสินทรัพย์ที่มีนัยสำคัญทางสถิติ เพื่อให้เราเห็นภาพของอนาคตได้ชัดเจนขึ้น โดยเราจะใช้ ทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีการลงทุนเก็งกำไรกันมาอย่างยาวนาน เพื่อการวิเคราะห์ที่เห็นภาพมากขึ้นครับ

กราฟความผันผวนของราคาทองคำในอดีต

การวิเคราะห์ทางเทคนิคจากกราฟราคาทองย้อนหลัง จะสามารถอธิบายได้ง่ายๆ ดังนี้ครับ

  1. หาช่วงที่ทองมีความผันผวนต่ำ โดยเราจะใช้เครื่องมืออย่าง ADX มาช่วยตีความ
  2. จากนั้นเราก็หากรอบความกว้างของความผันผวนในอดีตที่ผ่านมา (Volatility ตัวหนังสือสีฟ้า)
  3. เมื่อราคาเคลื่อนไหวออกจากกรอบที่เราดูแล้ว เราก็จะพอคาดการณ์จากเหตุการณ์ในอดีตได้ว่าราคาทองจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันกับตอนที่ออกจากกรอบ เป็นสองเท่าของ Historical volatility (HV) จากตัวอย่างนี้จะเห็นได้ตามกรอบสี่เหลี่ยมเลยว่าทุกครั้งที่สินทรัพย์มีการผันผวนไม่ว่าขึ้นหรือลง จะมีการเปลี่ยนแปลงประมาณสองเท่าเสมอ (Target is Volatility X2 ตัวหนังสือสีขาว)
  4. และจุดเฝ้าระวังนี้เอง ที่จะช่วยให้เราเทรดได้ดีขึ้นในอนาคตครับ

สำหรับใครที่เขียน Code เป็น ก็สามารถลองทดสอบหาความสัมพันธ์ของความผันผวนในอดีตแล้วดูเป้าราคาในอนาคตเพื่อซื้อขายได้ต่อไปครับ

สินทรัพย์ราคาสูงขึ้น ทำให้ความคุ้มค่าน้อยลง

กราฟแสดงกรอบการเปลี่ยนแปลงของราคาทองในอดีต

จากภาพด้านบนเราจะเห็นได้ว่า ทุกครั้งที่ราคาทองเคลื่อนตัวออกจากกรอบสี่เหลี่ยมสีขาว จะมีการขึ้นหรือลงประมาณสองเท่าเสมอในกรอบสีแดง และที่น่าสนใจคือกรอบการแกว่งตัวจะกว้างเท่ากันแทบทุกครั้ง ไม่ว่าราคาทองจะขึ้นไปสูงมากแค่ไหนก็ตาม ด้วยเหตุนี้ทำให้ถ้าเรานับเปอร์เซ็นต์การเคลื่อนไหวแล้ว ยิ่งราคาทองสูงขึ้นเท่าไหร่ Reward หรือความคุ้มค่าในการเทรดของเราก็จะต่ำลง 

ยกตัวอย่างง่ายๆ สมมติราคาทองอยู่ที่ 10,000 บาท และมีการเคลื่อนไหวขึ้นไปประมาณ 1000 บาท เราก็จะได้กำไร 10% แต่ถ้าราคาทองอยู่ที่ 20,000 บาทและมีการเคลื่อนไหวที่ 1000 บาทเหมือนเดิม กำไรของเราก็จะลดลงมาอยู่ที่ 5% ครับ เพราะกล่องสีขาวนั้นกว้างเท่าเดิม ทำให้การเทรดของเรามีความคุ้มค่าน้อยลงเรื่อยๆ  

กราฟแสดงผลตอบแทนที่ลดลงเมื่อราคาทองสูงขึ้น

พอเราเห็นกราฟแบบนี้แล้ว เราก็สามารถเอาข้อมูลมาประกอบกับเทคนิคอื่นๆ ที่เรามี เช่น การจัดพอร์ตตามความผันผวนของตลาด เมื่อสินทรัพย์ราคาต่ำและความผันผวนต่ำ เราก็จะซื้อสินทรัพย์จำนวนมากกว่าเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ในช่วงราคาสูงและความผันผวนสูง ที่เราจะพยายามซื้อจำนวนน้อยแม้จะมีสัญญาณซื้อก็ตามครับ กลไกและวินัยในการเทรดแบบนี้นี่เองที่จะปกป้องพอร์ตของเราให้ไม่เกิดความเสี่ยงมากเกินไปครับ 

การวิเคราะห์ทางเทคนิคไม่ใช่เรื่องยากเกินไป

จะเห็นแล้วว่าการวิเคราะห์ทางเทคนิคนั้นไม่ใช่เรื่องยากจนไม่สามารถจะเข้าใจได้ครับ ที่สำคัญการวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Quantitative นั้นก็ใช่ว่าเราจะต้องเขียน Code เป็นเสมอไป สิ่งที่สำคัญในการวิเคราะห์ก็คือหลักคิด วิธีการวิเคราะห์​ และการหาคำตอบที่วัดผลได้จริง เพื่อช่วยเป็นหลักในการลงทุนไม่ว่าตลาดจะอยู่ในสภาวะไหนก็ตามครับ 

ถ้าพร้อมแล้วที่จะเข้าสู่โลกการเทรดสินทรัพย์ดิจิทัล ก็มาเทรดกันได้ฟรีแบบไม่มีค่าธรรมเนียมกับ Zipmex ผู้ให้บริการที่ได้รับใบอนุญาตอย่างเป็นทางการจาก ก.ล.ต. เลยครับ